กิจกรรมแถลงข่าว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย – มหาวิทยาลัยขอนแก่น สร้างนวัตกรรมอุทิศต่อสังคม: “ชุดทดสอบโรคท้องร่วงจากพยาธิแคปิลาเรียอย่างรวดเร็ว ช่วยชาวอีสานให้รอดชีวิต”

ศุกร์ที่ 5 มกราคม 2561 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมสารสิน ตึกสิริคุณากร ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สร้างนวัตกรรมอุทิศต่อสังคม: สร้างชุดทดสอบโรคท้องร่วงจากพยาธิแคปิลาเรียอย่างรวดเร็ว ช่วยชาวอีสานให้รอดชีวิต

กิจกรรมแถลงข่าว

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย – มหาวิทยาลัยขอนแก่น สร้างนวัตกรรมอุทิศต่อสังคม:

“ชุดทดสอบโรคท้องร่วงจากพยาธิแคปิลาเรียอย่างรวดเร็ว ช่วยชาวอีสานให้รอดชีวิต”

(ทุนเมธีวิจัยอาวุโส สกว: องค์ความรู้พื้นฐานและประยุกต์ใช้ของปรสิตและพาหะเพื่อการใช้ประโยชน์ต่อสังคม RTA5880001)

ในวันศุกร์ที่ 5 มกราคม 2561 เวลา 13.00-16.30 น.

ณ ห้องประชุมสารสิน ตึกสิริคุณากร ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

..........................................................................

          ศุกร์ที่ 5 มกราคม 2561 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมสารสิน ตึกสิริคุณากร ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สร้างนวัตกรรมอุทิศต่อสังคม: สร้างชุดทดสอบโรคท้องร่วงจากพยาธิแคปิลาเรียอย่างรวดเร็ว ช่วยชาวอีสานให้รอดชีวิต ซึ่งเป็นผลงานที่เกิดขึ้นจาก ทุนเมธีวิจัยอาวุโส สกว: องค์ความรู้พื้นฐานและประยุกต์ใช้ของปรสิตและพาหะเพื่อการใช้ประโยชน์ต่อสังคม RTA5880001 โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ กิตติชัย  ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นผู้กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน  ศาสตราจารย์สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ผู้แทนโครงการสนับสนุนการวิจัยของ สกว. ให้เกียรติในการกล่าวเปิดการประชุม พร้อมทั้งรับชมวิดิทัศน์ “โรคท้องร่วงจากพยาธิแคปิลาเรีย ภัยเงียบถึงตาย หากกินปลาดิบ” และนวัตกรรมชุดทดสอบโรคท้องร่วงจากพยาธิแคปิลาเรียอย่างรวดเร็ว และรับฟังเส้นทางความสำเร็จ การผลิตชุดทดสอบโรคท้องร่วงจากพยาธิแคปิลาเรียอย่างรวดเร็ว จาก ศาสตราจารย์ผิวพรรณ มาลีวงษ์ หัวหน้าคณะผู้วิจัยผลิตชุดทดสอบฯ และการ มอบชุดทดสอบโรคท้องร่วงจากพยาธิแคปิลาเรียอย่างรวดเร็ว ให้กับผู้แทนจากโรงพยาบาลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยตัวแทนผู้มอบคือ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น รองอธิการบดีฝ่ายแผนยุทธศาสตร์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การใช้ชุดทดสอบฯ แก่ผู้แทนจากโรงพยาบาลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย ศาสตราจารย์วันชัย  มาลีวงษ์ และคณะ

ผลิตภัณฑ์ชุดทดสอบสำเร็จรูปแบบรวดเร็ว Kapillariasis ICT Kit (Fast)  เพื่อวินิจฉัยโรคพยาธิแคปิลลาเรียในคน อ่านผลด้วยตาเปล่า ภายใน 15 นาที ฝีมือนักวิจัยจากภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผลิตได้ในประเทศไทย Kapillariasis ICT Kit (Fast) นวัตกรรมระดับโลก ผลิตภัณฑ์ชุดทดสอบสำเร็จรูปแบบรวดเร็ว เพื่อวินิจฉัยโรคท้องร่วงจากพยาธิแคปิลลาเรียในคน ด้วยเทคนิค Lateral Flow Immunoassay โดยชุดทดสอบมีแถบแอนติเจนที่เป็นสารสกัดจากตัวพยาธิทริคิแนลล่า ซึ่งทำปฏิกิริยาอย่างจำเพาะกับซีรั่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อพยาธิแคปิลลาเรีย เพียงหยดตัวอย่างซีรั่มผู้ป่วยที่เจือจาง และน้ำยาลงในช่องของชุดทดสอบสำเร็จรูป ก็สามารถอ่านผลด้วยตาเปล่าอย่างรวดเร็วในเวลา 15 นาที ผลบวกมีแถบสีชมพูปรากฏ ๒ แถบ ผลลบมีแถบสีชมพูปรากฏ 1 แถบ มีค่าความไว 100% และความจำเพาะ 96.6% ผลงานวิจัยจากชุดทดสอบนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ

          Kapillariasis ICT Kit (Fast) เป็นนวัตกรรมการผลิตชุดทดสอบที่ทันสมัยที่สุด ไม่ต้องอาศัยเครื่องมือราคาแพงและผู้เชี่ยวชาญในการทดสอบ ที่ผ่านมาไทยยังไม่สามารถผลิตชุดทดสอบสำเร็จรูปอย่างรวดเร็ว ในรูปแบบนี้เพื่อวินิจฉัยโรคท้องร่วงจากพยาธิแคปิลลาเรียในคน ก่อนหน้านี้ ศ.พญ.ผิวพรรณ มาลีวงษ์และคณะ ได้ผลิตชุดทดสอบวิธีอิมมิวโนบลอท (Immunoblot) และวิธีอีไลซ่า (ELISA) เพื่อตรวจหาแอนติบอดีในซีรั่มผู้ป่วยโรคพยาธิแคปิลลาเรียสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก สามารถใช้วินิจฉัยโรคพยาธิแคปิลลาเรียได้แม่นยำ 100% แทนการตรวจหาพยาธิในอุจจาระได้ แต่ทั้งสองวิธี ใช้เวลาทดสอบนาน 6 ชั่วโมงและ 2-3 ชั่วโมง ตามลำดับ ทำให้การวินิจฉัยโรคล่าช้า

          โรคท้องร่วงจากพยาธิแคปิลลาเรีย เกิดจากพยาธิตัวกลมขนาดเล็กที่อยู่ในลำไส้ของคน พบระบาดมากในภาคอีสาน จากพฤติกรรรมบริโภคปลาน้ำจืดตระกูลที่มีเกล็ดแบบดิบๆ เช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคพยาธิใบไม้ตับ อุบัติการณ์ของโรคท้องร่วงจากพยาธิแคปิลลาเรียน่าจะใกล้เคียงกับผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี (12.3 - 33.4ราย ต่อประชากร 10,000 คน) เพราะบริโภคปลาน้ำจืดชนิดเดียวกับสัตว์นำโรคพยาธิใบไม้ตับ ประมาณจากผู้ป่วยโรคพยาธิใบไม้ตับในไทยคาดว่ามีคนติดพยาธิแคปิลลาเรียในไทยกว่า 10 ล้านคน และสาธารณรัฐประชาชนลาวกว่า 2 ล้านคน   

          ผู้ป่วยจะมีอาการท้องร่วงเรื้อรัง น้ำหนักลด 10-20 กิโลกรัมภายใน 2-3 เดือน ขาดสารอาหารอย่างรุนแรง บวมปลายขาและเท้า ท้องโต มีน้ำในช่องน้ำ จากโปรตีนในเลือดต่ำ หากวินิจฉัยโรคไม่ได้ และไม่ได้รับยาฆ่าพยาธิ ผู้ป่วยทุกรายจะเสียชีวิต การวินิจฉัยโรคที่แน่ชัดทำได้ยากเพราะหาไข่และตัวพยาธิไม่พบ ต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการมากมาย ในรายที่เป็นเรื้อรัง หาสาเหตุไม่พบ จะสูญเสียค่าใช้จ่าย รายละ 30,000-40,000 บาท ผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วงเรื้อรัง จะคล้ายกับโรคเอดส์ มะเร็งลำไส้ ทำให้บางรายถูกวินิจฉัยผิด เกิดความทุกข์ทรมาน ผู้ป่วยบางรายถูกส่งมาโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดช่องท้อง หรือผ่าตัดสมอง เพื่อหาสาเหตุที่น้ำหนักลด หากแพทย์ส่งตรวจด้วยชุดทดสอบ Kapillariasis ICT Kit (Fast) สามารถบอกได้แน่ชัดว่าเกิดจากพยาธิแคปิลลาเรีย ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องรักษาโดยการผ่าตัด และรอดชีวิตได้ 

          Kapillariasis ICT Kit (Fast) ใช้วินิจฉัยโรคได้ในระยะแรกของการติดเชื้อ ใช้ติดตามการรักษาและใช้วินิจฉัยแยกผู้ป่วยท้องร่วงเรื้อรังจากสาเหตุอื่น เช่น มะเร็งลำไส้ เอดส์ ไทรอยด์เป็นพิษได้รวดเร็ว ราคาถูก (ราคาป็นหลักร้อย) ลดค่าใช้จ่ายในการตรวจหาสาเหตุ ลดการครองเตียง ที่สำคัญช่วยผู้ป่วยให้รอดชีวิตได้ ถือเป็นผลงานวิจัยที่ต่อยอดไปสู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์พร้อมจำหน่ายได้ในไทยและต่างประเทศ

          แหล่งทุน ได้รับการสนับสนุนจาก ทุนการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมี ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงผิวพรรณ มาลีวงษ์ เป็นหัวหน้าโครงการ และทุนส่งเสริมทุนกลุ่มวิจัยเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ศาสตราจารย์ ดร. วันชัย มาลีวงษ์ รหัสทุนวิจัย RTA5880001 จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) โดยแผ่นแอนติเจนที่จำเพาะต่อแอนติบอดีในซีรั่มผู้ป่วยโรคพยาธิแคปิลลาเรียและชุดทดสอบนี้ได้ยื่นจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ และอยู่ในระหว่างการขอขึ้นทะเบียนบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทยแล้ว ผลิตภัณฑ์ชุดทดสอบสำเร็จรูปแบบรวดเร็ว Kapillariasis ICT Kit (Fast) นั้น ถือได้ว่าเป็นการคิดค้นและประดิษฐ์โดยฝีมือคนไทยครั้งแรกของโลก ประชากรอีสานที่บริโภคปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดทุกรายมีความเสี่ยงที่ติดโรคพยาธิแคปิลลาเรียเช่นเดียวกับพยาธิใบไม้ตับ หากอุบัติการณ์ของโรคที่ 10% จะมีประชากรอีสาน 2 ล้าน จาก 20 ล้านคน ที่เสี่ยงต่อการติดโรคพยาธิชนิดนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยหรือผู้ที่อยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการเกิดพยาธิชนิดนี้ได้ ลดอัดตราการเสียชีวิต ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐด้านการดูแลสุขภาพ และเพิ่มช่องทางการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่อุทิศประโยชน์แก่สังคม

 (หากประชากรทั้งประเทศไทย 500,000 คน เป็นโรคท้องร่วงจากพยาธิแคปิลลาเรียแบบเรื้อรัง จะเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและหาสาเหตุ 35,000 บาท x 500,000 คน เท่ากับ 17,500 ล้านบาท) 



ข่าว : จินตนา มูลตรี

10/1/2561 15:28:40